
GAME OVER
"ผู้นำ" เสียสละ "ลาออก" เพื่อชาติ
สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ เรียกได้ว่า ถึงทางตันแล้ว
สารพัดหนทางที่หลายฝ่ายพยายามหาทางออกล้วนแต่ติดขัดกันไปหมด
ยิ่งไปกว่านั้นความแตกแยก กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ทั้งในหมู่กองทัพและประชาชน
ต่างฝ่ายต่างมีจุดยืนที่ตรงกันข้ามและพยายามหาพวกพ้องมาสนับสนุน
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นมานานพอสมควรแล้ว
เพียงแต่ว่ามีความพยายามที่จะไม่ให้ภาพนั้นปรากฏต่อสาธารณชน
ท่ามกลางความขัดแย้งที่แพร่ระบาดไปอย่างไร้ขอบเขต
"นักสังเกตการณ์การเมือง" ส่งสัญญาณมาว่า บางทีการเมืองที่อยู่ในภาวะ "เดดล็อก" อาจจะได้ข้อยุติภายในวันหรือสองวันนี้
ข้อยุติที่ว่า อาจหมายถึง บทจบที่จะไม่ต้องการให้เกิดผลต่อเนื่องในทางกฎหมายที่จะผูกพันไปถึงวันรับสมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ในวันแรก คือ วันที่ 2 มีนาคมนี้
รวมไปถึงการตัดตอนก่อนที่ "ท่านผู้นำประเทศ" จะใช้ท้องสนามหลวง เป็นเวทีฟอกตัวเอง ในวันที่ 3 มีนาคม
แม้การขับเคลื่อนของสถานการณ์ "ข่าว" ตลอดของวันพุธ จะเห็นอาการ "ดิ้นพล่าน" ของ "ท่านผู้นำประเทศ" เพื่อยึดโยงในอำนาจต่อไป
ไม่ว่าจะเป็น การเรียกร้องให้ประชาชนส่งไปรษณียบัตร และจดหมายเปิดผนึกมาที่ ตู้ ปณ.888 ทำเนียบรัฐบาล 10302 เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันว่า คนไทยสนับสนุนประชาธิปไตย รักสันติ ไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง จนถึงขั้นนองเลือด
หรือการเดินหน้าจัดทำบัญชีผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์-ส.ส.เขตเลือกตั้ง โดยไม่สนใจ 3 พรรคร่วมฝ่ายค้านที่ "บอยคอต"
สถานการณ์เหล่านี้ รังแต่ไม่เป็นผลดีต่อบ้านเมือง
แม้ต่างฝ่าย ต่างจะบอกว่า ไม่อยากให้เกิดความรุนแรง
ไม่ว่าจะมีการชุมนุมหรือแสดงออกใดๆ
แต่เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดสำคัญ
กลับกลายว่ามีผู้ที่ไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองนี้
ขอเพียงแต่ให้ตัวเองอยู่รอดเท่านั้น
นี่เองจึงเป็นที่มาของข่าวที่สะพัดในหมู่นักการทหารแล้วว่า
หากถึงขึ้นวิกฤติจริงๆ
จะเกิดเหตุการณ์ชิง "รัฐประหาร" ตัวเอง ของเตรียมทหารบกรุ่น 10 ที่จะทำเพื่อ "ท่านผู้นำประเทศ" เป็นการเฉพาะ
อันเป็นการยึดอำนาจแล้วฉีกรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ "ทักษิณ" ปฏิรูปการเมืองร่างกติกาใหม่ และเป็นข้ออ้างที่จะ "อยู่ในอำนาจ" อย่างต่อเนื่อง
แน่นอนว่า ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง 4 เหล่าทัพ ที่จูนคลื่นกันติด
ทั้ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
คงจะไม่ปล่อยให้ การชิง "รัฐประหาร" ตัวเองเกิดขึ้นแน่
เมื่อนั้นคงได้เห็นภาพ "กองทัพปะทะกองทัพ"
เช่นเดียวกันกับเหตุการณ์ในวันที่ 3 มีนาคม
หาก "ท่านผู้นำประเทศ" ยังยืนกรานที่จะแสดงพลังคนรักทักษิณ ที่ท้องสนามหลวง
ด้วยการดึงประชาชนมาค้ำเก้าอี้โดยที่ไม่สนใจว่าจะเกิดความแตกแยกระหว่างประชาชน 2 ฝ่ายหรือไม่
สถานการณ์ "ม็อบชนม็อบ" ส่อเค้าว่าจะเกิดขึ้นแน่
และจะลามไปสู่ "ม็อบตีม็อบ"
ความวุ่นวายที่เกิด แม้จะเป็นช่องทางที่ทำให้ รัฐบาล นำพ.ร.บ.ฉุกเฉิน มาใช้ เพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเอง
แต่นั่นก็จะทำให้ สถานการณ์ลุกลามกว่าที่คิด
เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อปี 2535 เป็น "ใบเสร็จ" ที่ยืนยันได้
0143 คือกลุ่มนายทหารของ รสช. ที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในทุกเหล่าทัพ
ในช่วงวิกฤติตอนนั้น แม้จะมีการประกาศกฎอัยการศึก แต่ก็ไม่สามารถห้าม "พลังประชาชน" เรือนแสน ได้
ยิ่งไปกว่านั้น หากสถานการณ์ลากยาวไปจนถึงวันที่ 5 มีนาคม
ฝ่ายไล่ "ท่านผู้นำประเทศ" ก็จะชุมนุมใหญ่ในที่เดียวกัน
ถึงเวลานั้นทั้งสองฝ่ายอาจจะปะทุอารมณ์จนเกิดการเผชิญหน้ากันบนท้องถนน
คนที่ป่าวประกาศว่าจะไม่มีเหตุการณ์ม็อบชนม็อบ จะกล้ารับประกันหรือไม่ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้
สังคมตอนนี้ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ภาคประชาชน อยู่ในขั้นแตกแยกทางความคิดกันสุดขั้ว
มีทั้งฝ่ายที่เทิดทูนบูชา "ทักษิณ ชินวัตร"
มีทั้งฝ่ายที่เกลียด "ทักษิณ ชินวัตร" จนเข้ากระดูกดำ
เมื่อสังคมทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน ท่ามกลางรอยร้าวในหมู่กองทัพอย่างที่เกริ่นไว้
แน่นอนวิกฤติเหล่านี้ จะต้องลุกลามสู่เหตุการณ์นองเลือด
ทางออก เพื่อหยุดยั้ง เหตุการณ์ "เลือดนองแผ่นดิน" จึงมีอยู่หนทางเดียว
นั่นคือ...
รักษาการนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร จะต้องลาออกจากตำแหน่ง และเว้นวรรคทางการเมือง เท่านั้น
นักข่าวหมายเลข 11
|