
เปิดแผนกู้ชาติสนธิ
เย็นย่ำวันสุกดิบ 3 กุมภาพันธ์ สนธิ ลิ้มทองกุล ยึดลานท่าพระอาทิตย์ ปลุกใจพนักงานในเครือผู้จัดการที่มีร่วมพันชีวิต ก่อนวันลงสนามทำศึกครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตก็ว่าได้
นับแต่บอสใหญ่แห่งค่ายท่าพระอาทิตย์ผู้นี้ เลี้ยวกลับ 180 องศา เปิดฉาก สับรัฐบาลทักษิณ อย่างหนักหน่วงในรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว
จาก "ปรากฏการณ์สนธิ" ก่อตัวเป็น "ขบวนการสนธิ" และกำลังเติบโตขึ้นในระดับชาติเป็น "ขบวนการประชาชน" ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 นี้
ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่นี่คือแรงระเบิดของความรู้สึกประชาชน ที่ถูกโครงสร้าง "ทักษิโณมิก" อันอยุติธรรม กดทับมาเป็นเวลายาวนานก็ว่าได้
จึงทำให้มีการคาดการณ์กันว่า พื้นที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า คงจะล้นหลามด้วยฝูงชนเกิน 5 หมื่นคน เต็มปริมาณความจุอย่างแน่นอน
นั่นคือการรวมพลคนไม่เอาทักษิณแน่นอน ซึ่งคงทยอยกันมาจากทั่วประเทศ (หากไม่ถูกสกัดจับเสียก่อน) ตั้งแต่ช่วงค่ำของวานนี้แน่นอน
นอนคอยข้ามคืนตามที่ผู้จัดนัดหมายบ่ายโมงของวันรุ่งขึ้น ซึ่งผู้จัดเตรียมพื้นที่พักพิงชั่วคราวไว้พร้อม
เวทีปราศรัยสาธารณะถูกเปิดขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมี "สำราญ รอดเพชร" นักข่าวอาวุโส รับหน้าที่เป็นโฆษกตลอดรายการ
แน่นอนที่สุดเวทีปราศรัยแห่งนี้จะเครื่องมือในการปลุกระดมมวลชน และสร้างบรรยากาศการต่อสู้ให้ดุเดือดยิ่งขึ้น
ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของพนักงานรัฐวิสาหกิจ 500 คน ที่รับอาสาเป็นการ์ด
"สนธิ" ย้ำว่า การปราศรัยต้องเป็นไปอย่างมีเหตุมีผล ไม่ใช่การด่าทอสาดเสียเทเสีย พร้อมทั้งกำชับให้ผู้ที่จะขึ้นไปจับไมค์ต้องเตรียมทำการบ้านกันทุกคน
สคริปต์คร่าวๆ ที่ถูกวางไว้คือ วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ รับหน้าที่ชำแหละพฤติกรรมการขายชาติของรัฐบาล ฉายภาพเบื้องหลังการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
ตามติดด้วย เจริญ คัมภีรภาพ นักวิชาการจากศิลปากร จะเขย่ารัฐบาลด้วยประเด็นการเซ็นสัญญาเอฟทีเอ ที่ไม่เห็นหัวประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ
สำทับด้วยจอมข้อมูลอย่าง สังศิต พิริยะรังสรรค์ อดีตนักเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับหน้าที่แกะรอยหนทางการคอรัปชั่นแบบเมกะโปรเจคท์ของรัฐบาลทักษิณ
เวทีนี้เน้น "อัคร-ยำ-ประเทศ" ด้วยข้อมูลเด็ดๆ ให้มวลชน โดยก่อนแต่ละคนจะขึ้นปราศรัย จะมีพิธีตีระฆังเป็นสัญลักษณ์ของการร้องทุกข์ในสมัยพ่อขุนรามฯ
แว่วมาว่าระฆังใบนี้มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นของจริงคู่บ้านคู่เมือง ที่อัญเชิญมาจากวัดระฆังที่มีพระดังหลวงพ่อโต
ประสานไปกับการแสดงดนตรีของศิลปินเพื่อชีวิต ที่เคยขับขานคั่นเวลามาตั้งแต่ธรรมศาสตร์และสวนลุมฯ มาร่วมดีดสีตีเป่าอย่างคับคั่ง (รับรองไม่มีเหงา)
ด้วยความเป็นเจ้าเทคโนโลยีด้านการสื่อสารคนหนึ่ง "สนธิ" ได้นำเครื่องมือหลากหลายมาประยุกต์ใช้กับการชุมนุมอย่างมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นวีดีโอ พาวเวอร์พอยต์ ประมวลภาพความชั่วร้ายของรัฐบาลชุดนี้ โดยไม่ลืมที่จะหาเครือข่ายเชื่อมโยงไว้รองรับหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
ช่วงค่ำๆ "สนธิ" พร้อมกับมวลชนจำนวนหนึ่ง เดินเท้าไปยื่นถวายฎีกาที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ อันเป็นที่พำนักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
ก่อนจะแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมันในเช้าวันที่ 5 กุมภาพันธ์ หลังจากทำบุญตักบาตรเสร็จสิ้น ด้วยสัญญาใจ "จะมาพบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ"
แต่มีหมายเหตุให้เห็นถึงการชุมนุมทางการเมือง ย่อมไม่ใช่รายการโทรทัศน์ที่ทุกอย่างจะตรงไปตรงมาตามสคริปต์
เมื่อคลื่นมหาชนร่วมอุดมการณ์จากหลายหมู่เหล่า มารวมตัวกันเรือนหมื่นเรือนแสน อะไรก็เกิดขึ้นได้...!!!
ใครที่เคยผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลา หรือพฤษภาทมิฬ ย่อมรู้ดีว่า การปลุกม็อบแม้จะป็นเรื่องยากเพียงใด...แต่การเอาม็อบลงหรือการดับอุณหภูมิอันเดือดดาลของมวลชนนั้น
ยากเย็นแสนเข็ญมากกว่าหลายเท่า...!!!
เมื่อคนจำนวนมหาศาลมารวมตัวกัน ความโกลาหลมันเกิดขึ้นได้ทุกเวลา สถานการณ์ผันแปรได้ทุกวินาที เช่นเดียวกับ 14 ตุลา 2516 เหตุการณ์นองเลือดก็เกิดขึ้นหลังการเจรจายุติ...
หรือจะเป็นพฤษภาทมิฬ 2535 ก็ยังเป็นปริศนาจนถึงวันนี้ว่า ใครเป็นผู้เริ่มต้น มือใครกันที่เป็นผู้เผา สน.นางเลิ้ง...?
เนื่องเพราะ เหนือการชุมนุมด้วยความบริสุทธิ์ใจของประชาชนแล้ว ยังมีเกมแย่งชิงอำนาจของชนชั้นนำที่ปิดบังซ่อนเร้นตัวเองในรูปอีแอบ พร้อมที่จะฉกฉวยโอกาสเปิดเผยตัวเองบนผืนเวทีหลังชัยชนะ
หลายคนพร่ำภาวนาและวิงวอนทุกฝ่าย อย่าใช้เลือดเนื้อชาวบ้าน เป็นเส้นทางเสวยสุขสู่ศูนย์กลางอำนาจอีกเลย
"ในสังคมที่ด้อยปัญญา สื่อมวลชนจะทำตัวเป็นกระจกส่องเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเป็นตะเกียงส่องทางด้วย" คำกล่าวหนึ่งของสนธิ ที่สะท้อนมุมมองอาชีพให้พนักงานในเครือฟัง และว่า...
"หากความหลากหลายในวงการสื่อมีมาก ไม่มีการปิดกั้น สังคมจะดีขึ้น การคอรัปชั่น การลุแก่อำนาจจะน้อยลง"
ปณิธานของคนชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่เกลียดการถูกเรียกว่าเป็นวีรบุรุษ เช่นเดียวกับกลัวถูกด่าไล่หลังว่า...
แม่ง !...รับใช้ทักษิณ
|