
"ซุกหุ้น 2" นางบาป แห่งสยามประเทศ
ประเด็นหนึ่ง...ที่มีการพูดถึงกันมาก เกี่ยวกับการโอนขายหุ้นชินคอร์ป มูลค่ากว่า 7.3 หมื่นล้านบาท ของตระกูล "ชินวัตร" ให้กับกองทุนเทมาเซคจากประเทศสิงคโปร์ คือ อาจกลายเป็น "คดีซุกหุ้นภาค 2"
โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับหุ้นชินคอร์ป ใน บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสเม้นท์ (Ample Rich Investment Ltd.) ซึ่งบริษัทแอมเพิล ริช ขายหุ้น จำนวน 329.2 ล้านหุ้น ให้แก่ นายพานทองแท้ และน.ส.พิณทองทา ซึ่งเป็นบุตรชายและบุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2549 และบุคคลทั้งสองได้โอนขายหุ้นชินคอร์ปต่อให้กับกองทุนเทมาเซค จากสิงคโปร์
เพราะล่าสุด..นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ได้ทำรายงานชี้แจงเพิ่มเติมต่อ ก.ล.ต.เกี่ยวกับการถือหุ้นชินคอร์ป ในบริษัทแอมเพิล ริช ของบุคคลทั้งสองว่า ได้ถือหุ้นชินคอร์ป ในบริษัท แอมเพิล ริช มาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว
ซึ่งทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ถือหุ้นชินคอร์ป ในบริษัท แอมเพิล ริช มาตั้งแต่เมื่อไรกันแน่
เพราะจะเกี่ยวพันกับการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ย้อนไปตั้งแต่ปี 2542 เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่ง รมว.การต่างประเทศ รวมทั้งการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯ ทุกครั้ง ตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ ต่อ ป.ป.ช.
เนื่องจากมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อ ป.ป.ช.ทุกครั้ง ที่เข้ารับตำแหน่ง หรือพ้นจากตำแหน่ง
ซึ่งที่ผ่านมา การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยแจ้งต่อ ป.ป.ช.ว่า นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา บุตรชายและบุตรสาว ถือหุ้นแอมเพิล ริช เลย
ซึ่งหากปรากฏว่า นายพานทองแท้ และน.ส.พิณทองทา ถือหุ้นแอมเพิล ริช มาตั้งแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ คืออายุยังไม่ครบ 20 ปี
พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะมีความผิด ฐานปกปิดบัญชีทรัพย์สินฯ ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ และต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี
ประเด็นนี้ "อดีตกุนซือกฎหมาย" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เชื่อว่า ทางรอดเดียวของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ ต้องชี้แจงว่า นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา รับโอนหุ้นชินคอร์ปในบริษัทแอมเพิล ริช จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ตอนที่บุคคลทั้งสองบรรลุนิติภาวะแล้ว
ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ จึงไม่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯ เกี่ยวกับหุ้นแอมเพิล ริช ต่อ ป.ป.ช.
ทั้งนี้ ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เวลา 11.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มอบหมายให้ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ซึ่งเป็นตัวแทนของตระกูล "ชินวัตร" ในการขายหุ้นชินคอร์ปให้กับกองทุนเทมาเซค ชี้แจงต่อสื่อมวลชน ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี
อย่างไรก็ตาม หากเทียบการขายหุ้นชินคอร์ปของ "ตระกูลชินวัตร" ให้กับกองทุนเทมาเซค ซึ่งถือได้ว่าเป็น "คดีซุกหุ้นภาค 2" กับ "คดีซุกหุ้นภาคแรก" ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ หลุดคดีจากศาลรัฐธรรมนูญอย่างเฉียดฉิวนั้น
จะพบว่ามีความต่างกัน เพราะ "คดีซุกหุ้นภาคแรก" เกี่ยวกับกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่แจ้งหุ้นของ "คู่สมรส" คือ ของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่ คุณหญิงพจมาน โอนลอยหุ้นให้บุคคลอื่นถือแทน
โดย พ.ต.ท.ทักษิณ อ้างว่า ไม่รู้ว่าหุ้นเหล่านั้นเป็นของคุณหญิงพจมาน
แต่กรณีหลังนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจโดนกล่าวหาว่า ไม่แจ้งเกี่ยวกับหุ้นแอมเพิล ริช ของ "บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ"
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คงดิ้นหลุดคดีไปได้อีกเช่นเคย เพราะมีที่ปรึกษาเป็นนักกฎหมายระดับ "เซียน" เพียบ
เช่นเดียวกับการทำผิดฐานไม่รายงานการถือหุ้นแอมเพิล ริช ต่อ ก.ล.ต.ก็คงโยนให้ลูกยอมเสียค่าปรับเพื่อให้เรื่องจบไป รวมทั้งการหลีกเลี่ยงภาษี ก็คงเอาผิดไม่ได้
"แต่สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่สามารถดิ้นหลุดไปได้ คือ การทวงถามจากทุกภาคส่วนของสังคม เกี่ยวกับจริยธรรมของผู้นำประเทศ ที่อาศัยช่องว่างของกฎหมายเพื่อประโยชน์ของตนเองเยี่ยงนี้"
** พิราบ**
|