Nation Group Affiliate Site >>
สันติภาพในเปลวเพลิง
หน้าแรกเวบบอร์ดติดต่อบอกอฉบับย้อนหลัง
  ฉบับวันจันทร์ที่ 30 มกราคม 2549

ถอดถอน ภาค 2 "งูพันคอ...แม้ว"

เป็นที่จับตามอง...ของสาธารณชนด้วยความกังขาไม่เลิก

กับการโอนขายหุ้นบริษัทชินคอร์ป มูลค่ากว่า 7.3 หมื่นล้านบาท ที่ตระกูล "ชินวัตร" ถือครองอยู่ให้กับกองทุนเทมาเซค จากประเทศสิงคโปร์

แม้นายกฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งคลัง ก.ล.ต. ตลท. จะออกมายืนยันถึงความถูกต้องตามเกณฑ์ Capital gain tax ที่ไม่ต้องเสียภาษีก็ตาม

แต่ยังมีปุจฉาจากทุกภาคส่วนสังคมถึงความเหมาะสม ความชอบธรรม และจริยธรรมของผู้นำประเทศ ที่ปล่อยให้มีการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายหลบเลี่ยงภาษีเยี่ยงนี้

พร้อมๆ กับคำถามอีกมากมายถึงเงื่อนงำที่ถูกค้นพบในรูปผลประโยชน์ทับซ้อนจากการโอนขายหุ้นครั้งนี้ อาทิ...

- ทำไมต้องให้ บริษัท แอมเพิล ริช อินเวสต์เมนท์ ขายหุ้นชินคอร์ป จำนวน 329.2 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 1 บาท ให้แก่ พิณทองทา และพานทองแท้ บุตรสาวและบุตรชายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก่อน

- จากนั้นจึงค่อยให้ทั้งสองคนโอนขายหุ้นชินคอร์ป ให้กองทุนเทมาเซค

เป็นที่รู้กันว่าบริษัทแอมเพิล ริช ที่จดทะเบียนจัดตั้งที่เกาะบริติช เวอร์จิน ไอส์แลนด์นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ นายกรัฐมนตรีของไทยคนนี้ถือหุ้นอยู่ 100%

สอดรับกับคำยืนยันของกรรมการบริษัทชินคอร์ป บุญคลี ปลั่งศิริ ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542 เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท

ครั้งนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นจาก 23.75% เหลือ 11.88% โดยหุ้นที่ลดลง 11.87% โอนให้ถือในนาม แอมเพิล ริช อินเวสต์เมนท์

จากการตรวจสอบ บริษัท แอมเพิล ริช อยู่ภายใต้การดูแลของธนาคารยูไนเต็ด แบงก์ ออฟ สวิตเซอร์แลนด์ (ยูบีเอส) สาขาสิงคโปร์ ถือครองหุ้นชินคอร์ป เพียงหลักทรัพย์เดียว จำนวน 329.2 ล้านหุ้น

แม้จะมีการกล่าวอ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวแค่เพียงปีเดียว ก่อนที่จะขายต่อให้บุคคลอื่นไปเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 เพื่อเตรียมลงเล่นการเมืองก็ตาม

แต่จนถึงปัจจุบันนี้ยังเป็นเงื่อนงำว่า ผู้ที่ถือหุ้นแทนนายกรัฐมนตรีของไทยนั้นเป็นใคร และขายหุ้นได้กำไรไปกี่มากน้อย เสียภาษีตามกระบวนการหรือไม่...

หรือว่ามิได้มีการเปลี่ยนมือแต่อย่างใด เพราะเป็นที่รู้กันว่าธุรกรรมต่างๆ บนหมู่เกาะบริติช เวอร์จิน ไอส์แลนด์ แห่งนี้ จะไม่มีการเปิดเผย...?

อย่างไรก็ตาม การขายหุ้นชินคอร์ป ของบริษัท แอมเพิล ริช ให้ พิณทองทา และพานทองแท้ ถูกแสนถูกครั้งนี้ ถูกฝ่ายค้านเปิดโปง เพื่อกระชากหน้ากากเศรษฐีใจบุญว่าคือใคร...?

ขั้นตอนการซื้อขายไม่มีให้เห็น เหมือนเป็นการซื้อขายอย่างลับๆ ที่ตลาดหลักทรัพย์เองก็ไม่มีบันทึก ทั้งที่เป็นลอตใหญ่จำนวน 329.2 ล้านบาท

และเมื่อไม่มีกำไรจากการขายหุ้น บริษัท แอมเพิล ริช จึงไม่ต้องเสียภาษี...!!!

ขณะเดียวกัน บุตรทั้งสองของนายกฯ ขายหุ้นชินคอร์ปที่ซื้อมาจากบริษัท แอมเพิล ริช ให้กองทุนเทมาเซค ผ่านทางตลาดหลักทรัพย์ ได้กำไรถึง 15,886.3 ล้านบาท

ตามกฎของ ก.ล.ต. ยกเว้นการเก็บภาษีกำไรจากการขายหุ้นของบุคคลธรรมดาในตลาดหลักทรัพย์ Capital gain tax จึงไม่ต้องเสียภาษีแม้แต่บาทเดียวอีกเช่นกัน

รู้หรือยังว่าทำไมบริษัท แอมเพิล ริช จึงไม่ขายหุ้นชินคอร์ปโดยตรง ให้กองทุนเทมาเซคของสิงคโปร์

เพราะหากเป็นนิติบุคคลอย่างบริษัทแอมเพิล ริช ต้องเสียภาษีจากกำไรในการขายหุ้น แม้ว่าจะขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ก็ตาม

"อดีต ป.ป.ช. รายหนึ่ง ที่เอ่ยชื่อแล้ว "ทักษิณ ถึงกับร้องจ๊าก" " ให้รายละเอียดกับ "ดาร์กนิวส์" โดยตั้งข้อสังเกตว่า บริษัท แอมเพิล ริช ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็น "ตัวช่วย" ในการหลบเลี่ยงภาษีนั้น

ในที่สุด... อาจจะเป็น "งูพันคอ" ถึงขั้นทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องหลุดกระเด็นจากเก้าอี้ "นายกรัฐมนตรี" !!

แถมยังโดนโทษ ...ต้องห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองนานถึง 5 ปีอีกด้วย

เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้แจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า มีหุ้นแอมเพิล ริช ตั้งแต่การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. เมื่อปี 2544

และเชื่อว่า...ต่อจากนั้นทุกครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองและพ้นจากตำแหน่งทางการเมือง ก็ไม่เคยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินว่ามีหุ้นแอมเพิล ริช แต่อย่างใด

และถึงแม้หุ้นแอมเพิล ริช จะไม่มีชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ

แต่ถ้าพิสูจน์ได้ว่า หุ้นดังกล่าวเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ให้ "บุคคลอื่น" ถือแทน

พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินเกี่ยวกับหุ้นตัวนี้อยู่ดี เพราะหากไม่แจ้งต่อ ป.ป.ช.ก็จะมีความผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 295 ที่บัญญัติว่า

"ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใด จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งและต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ เป็นเวลา 5 ปี"

อันเป็นข้อหาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยโดนมาแล้วใน "คดีซุกหุ้น" แต่ก็รอดมาอย่างเฉียดฉิว ด้วยข้ออ้าง "บกพร่องโดยสุจริต"

แต่คราวนี้...หนังม้วนเก่า ที่ได้ฤกษ์วนกลับมาฉายอีกรอบ โดยผู้นำประเทศคนเดิมและเป็นคนเดียวกับที่ฟาดกำไรจากการขายหุ้นชินคอร์ป 7.3 หมื่นล้านบาท

จะรอดจากข้อหา "ถอดถอน ภาค 2" หรือไม่ น่าติดตามยิ่งนัก...!!!

** พิราบ**

แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม

รายละเอียด
ผู้ส่ง

เงื่อนไขในการแสดงความเห็น
  1. ทุกคนมีสิทธิ แสดงความคิดเห็น ได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย กล่าวพาดพิง
  2. การลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้ง ให้ทราบล่วงหน้า
  3. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิง ทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นกับ คณะผู้จัดทำเว็บไซต์

Contact us :darknews@nationgroup.com
เกี่ยวกับ Darknews | นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อลงโฆษณา